พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นองค์กรที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงประชาชนกับภาครัฐเข้าด้วยกัน ผ่านการคัดสรรผู้ที่สนใจมีส่วนร่วมทางการเมืองเข้ามาเป็นผู้ลงสมัครแข่งขันเลือกตั้ง และหากชนะการเลือกตั้งก็จะนำนโยบายที่กำหนดจากความต้องการของประชาชนไปปฏิบัติ
นอกจากนี้พรรคการเมืองยังมีหน้าที่หลักในการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนรวบรวมประชาชนที่สนับสนุนพรรคเป็นตัวกลางเชื่อมประสานผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม เป็นช่องทางแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เป็นผู้กำหนดทิศทางการบริหารประเทศทั้งในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน รวมทั้งสร้างและพัฒนาผู้นำทางการเมืองที่มีคุณภาพมีความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
หน้าที่และบทบาทของพรรคการเมืองดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองมีความรับผิดชอบหลายด้าน ที่มีความสัมพันธ์กับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจและเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งเป็นหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองจึงควรเป็นสถาบันที่มีเสถียรภาพ เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วให้สมบูรณ์ ทว่าพรรคการเมืองไทย นับตั้งแต่มีการก่อตั้งมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ กว่า ๒๓o พรรคกลับไม่ได้มีความมั่นคงตามที่ควรจะเป็น และมีการยุบเลิกไปกว่า ๒oo พรรคเช่นกัน ส่งผลให้รัฐบาลและรัฐสภาอ่อนแอตามไปด้วย การทำหน้าที่ต่าง ๆ ครั้งนี้ของพรรคการเมืองจึงไม่สมบูรณ์และขาดความต่อเนื่อง จนทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถกระตุ้นให้คนสนใจระบอบประชาธิปไตย จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดขึ้นและล่มสลายของพรรคการเมืองไทยครั้งนี้ โดยมุ่งศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบ ปัญหาอุปสรรคและแนวโน้มของพรรคการเมืองไทย ซึ่งผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรคการเมืองไทย เพื่อให้เป็นสถาบันหลักทางการเมือง
ส่วนวัตถุประสงค์ในการศึกษาเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดขึ้นและล่มสลายของพรรคการเมืองไทย ในช่วงเวลา พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๕๔๙ และแนวโน้มของพรรคการเมืองไทยในอนาคตช่วงเวลา พ.ศ. ๒๕๔๙ - ๒๕๕๙ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) เป็นแนวคิดในการศึกษา ทั้งการศึกษารายกรณี (Case Study) โดยมุ่งศึกษาเฉพาะกรณีการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง ๖ พรรค คือ พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม และศึกษาเฉพาะกรณีการล่มสลายของพรรคพลังธรรมและพรรคความหวังใหม่ และการวิเคราะห์เอกสาร (Descumentary analysis) เป็นการศึกษาสภาพข้อเท็จจริงของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นและล่มสลายของพรรคการเมือง โดยได้เลือกกรณีศึกษาจาก ๖ พรรคการเมืองดังกล่าว แล้วเลือกแหล่งข้อมูลโดยศึกษาวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key in formants) โดยการสัมภาษณ์และสอบถามบุคคล ๓ กลุ่ม คือ ผู้บริหารพรรคการเมือง ๖ พรรค ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และนักธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)
จากการศึกษาวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้นพรรคการเมืองไทย คือ ความต้องการเข้าไปมีส่วนในอำนาจทางการเมือง การรวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ความสัมพันธ์แบบระบบอุปภัมภ์ที่สร้างพรรคขึ้นเพื่อสนับสนุนพรรคพวกและกลุ่มเครือญาติ การแยกตัวไปตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มย่อยในพรรคการเมืองที่เกิดความขัดแย้งกัน การรวมตัวของพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าเป็นพรรคเดียว สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดกระแสประชาธิปไตยหลังการสิ้นอำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหาร บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและฉบับก่อน ๆ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถตั้งพรรคการเมืองได้และมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
ขณะที่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการล่มสลายของพรรคการเมืองคือ การไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกฎหมายพรรคการเมืองจนถูกยุบพรรค การลาออกของหัวหน้าและแกนนำพรรคคนสำคัญ การไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน การก่อรัฐประหารยุบเลิกพรรค และความขัดแย้งภายในพรรค
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง คือ ความต้องการมีอำนาจทางการเมืองและดำเนินงานทางการเมืองตามที่ตนต้องการ การรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ความขัดแย้งภายในจนทำให้เกิดการแยกตัวออกมาจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ และความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ จึงทำให้เกิดการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนผู้นำและเครือญาติ รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟู จนทำให้เกิดพรรคต่าง ๆ ขึ้นมากมาย
จากกรณีศึกษาพรรคการเมือง ๒ พรรคพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการล่มสลายของพรรค คือ การที่พรรคไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนอีกต่อไป การเกิดความขัดแย้งภายในพรรค การที่สมาชิกพรรคไม่ยอมรับและเชื่อฟังหัวหน้าพรรค ความไม่ลงตัวในการจัดสรรผลประโยชน์ การถอนตัวของนักธุรกิจและกลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนพรรค และการต้องการอำนาจที่มั่นคง จึงทำการยุบรวมพรรค
ขณะที่แนวโน้มของพรรคการเมืองไทยอนาคตคือ พรรคการเมืองที่จะอยู่รอดได้จะต้องมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมแสดงถึงการปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ให้ความสำคัญกับการนำเสนอนโยบายผ่านสื่อต่าง ๆ และนำเสนอภาพลักษณ์ของพรรคควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของตัวบุคคล ขณะเดียวกัน ต้องสามารถดำเนินงานได้ตามนโยบาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้แก่คนกลุ่มต่าง ๆ หากทำไม่ได้อาจเกิดความขัดแย้งภายในจนเกิดการแตกแยกของพรรค ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคเสียหายและไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนอีกต่อไป
จากการศึกษาที่พบว่า พรรคการเมืองไทยเกิดจากความต้องการมีอำนาจทางการเมือง การรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ การแยกตัวของกลุ่มย่อย การรวมตัวพรรคการเมืองอื่น และแรงสนับสนุนจากรัฐธรรมนูญและสถานการณ์ทางการเมือง สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้นมีความสนใจและต้องการเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ทำให้พรรคการเมืองถูกจัดตั้งด้วยกลุ่มที่หลากหลายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและกลุ่ม ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายพรรคการเมืองและกระแสการปฏิรูปการเมือง
ขณะที่พรรคการเมืองไทยที่เป็นกรณีศึกษา เกิดขึ้นจากความต้องการมีอำนาจทางการเมืองของผู้นำและการรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งความขัดแย้งภายในที่ก่อให้เกิดการแยกตัวมาเป็นพรรคการเมืองใหม่ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์และอำนาจยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้พรรคการเมืองรวมตัวกันได้
ขณะเดียวกัน การที่พรรคการเมืองไทยล่มสลาย เพราะความล้มเหลวด้านการบริหารภายในและปัจจัยภายนอกคือการไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ทำให้ได้ทราบว่าพรรคการเมืองจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี สร้างความพึงพอใจและจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของพรรคพอใจ และให้การสนับสนุนพรรคต่อไปเพื่อให้พรรคอยู่รอด ขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ของพรรคการเมืองให้ดีเพื่อให้ประชาชนเลื่อมใสและให้การสนับสนุนพรรค
ด้วยเหตุนี้เอง พรรคการเมืองไทยในอนาคตที่จะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเป็นสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า การตลาดและศาสตร์การบริหารงานภาคเอกชนจะถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อให้พรรคเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้นโยบายของพรรคเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มาก พร้อมทั้งต้องทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้พรรคมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาสาธารณชน เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงให้มั่นคง
|
สิงห์ทอง บัวชุม
โครงการปริญญาเอก
มหาวิทยาลัยรามคำแหง |
| |
| |